Frank Lloyd Wright คือใคร ประวัติ สไตล์ แนวคิดและผลงานเด่นๆ

Frank Lloyd Wright

บทความนี้ เราจะมาแนะนำหนึ่งในสถาปนิกชื่อดังในอดีต ที่ฝากผลงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์ และเป็นต้นแบบให้แก่สถาปนิกรุ่นหลังๆ จำนวนมาก ได้แก่ Frank Lloyd Wright นั่นเอง ซึ่งเชื่อว่า สำหรับเพื่อนๆ ที่เรียนหรือศึกษามาทางด้านสถาปัตยกรรม ต้องรู้จัก หรือเคยไ้ด้ยินชื่อสถาปนิกคนนี้มาอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย เรามาดูกันว่า เขาคือใคร มีประวัติอย่างไร มีสไตล์และคอนเซปการออกแบบยังไง และมีผลงานอะไรที่โดดเด่นบ้าง

Frank Lloyd Wright คือใคร

Frank Lloyd Wright เป็นสถาปนิก, ดีไซเนอร์, นักเขียน และนักศึกษาศาสตร์ ชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งได้ฝากผลงานการออกแบบโครงการมากกว่า 1,000 โปรเจค ในตลอดอายุการทำงานกว่า 70 ปี

ผลงานของแฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ ถือเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนวงการสถาปัตยกรรมในช่วงยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 และได้ส่งต่ออิทธิพลให้แก่สถาปนิกทั่วโลก

Frank Lloyd Wright เชื่อในรูปแบบการดีไซน์ที่สร้างความสอดคล้องกันระหว่างมนุษชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นปรัชญาที่เขาเรียกว่าสถาปัตยกรรมออร์แกนิก (Organic Architecture) ซึ่งตัวอย่างของผลงานที่โด่งดังที่สุดที่มีการใช้แนวคิดตามปรัชญานี้ ได้แก่บ้าน Fallingwater ที่เขาได้ออกแบบและสร้างเสร็จในปี 1935 ซึ่งได้รับขนานนามว่า เป็นงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดตลอดกาลในสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

Frank Lloyd Wright

Frank Lloyd Wright ในปี 1954

Frank Lloyd Wright

ฟอลลิ่งวอเตอร์ หรือ บ้านน้ำตก

Frank Lloyd Wright ถือเป็นผู้บุกเบิกของงานดีไซน์รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Prairie School ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในแถวตะวันตกตอนกลางของสหรัฐอเมริกา และยังเป็นผู้พัฒนาคอนเซปของบ้านแบบ Usonian Home อีกด้วย

นอกจากบ้านและที่พักอาศัย Wright ยังได้มีการออกแบบสำนักงาน, โบสถ์, โรงเรียน, อาคารสูง, โรงแรม, พิพิธภัณฑ์ และโครงการพาณิชย์อีกมากมาย ซึ่งทางเจ้าตัวก็ได้ออกแบบทั้งโครงสร้าง รวมไปถึงองค์ประกอบของงานตกแต่งภายในอย่าง กระจก, พื้น, หน้าต่าง และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ด้วยต้นเองอย่างละเอียดเลยทีเดียว

นอกจากงานออกแบบ ไรต์ยังได้เขียนหนังสือและบทความมากมาย ซึ่งต่างได้รับการตีพิมพ์ และถูกนำไปใช้อ้างอิงทั่วโลก โดยทางสถาบัน American Institute of Architects ได้มีการบรรจุชื่อของ Wright ให้เป็นหนึ่งในสถาปนิกอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

> อ่านบทความ ทำความรู้จักกับ Fallingwater

ประวัติและการศึกษา

เรามาดูประวัติตั้งแต่ช่วงวัยเยาว์ของ Frank Lloyd Wright ไปจนถึงช่วงจบการศึกษากันครับ

ช่วงวัยเด็ก (1867-1885)

Frank Lloyd Wright เกิดวันที่ 6 มิถุนายน ปี 1867 ในเมือง Richland Center ที่ Wisconsin สหรัฐอเมริกา พ่อของไรต์ทำอาชีพเป็นนักดนตรี, นักพูด และนักเทศน์ ส่วนแม่ของเขา เป็นครู และเป็นสมาชิกของตระกูล Lloyd Jones

แม่ของไรต์ มีความเชื่อตั้งแต่ก่อนให้กำเนิด ว่าลูกคนแรกของเธอ จะเป็นสถาปนิกชื่อดัง ผู้ซึ่งออกแบบอาคารที่สวยงามมากมาย เมื่อไรต์เกิด เธอจึงได้ทำการตกแต่งห้องนอนของไรต์ด้วยรูปภาพของโบสถ์ และสถาปัตยกรรมที่สวยงาม เพื่อกระตุ้นให้ตัวไรต์ในสมัยเด็ก เกิดความชื่นชอบในงานออกแบบสถาปัตย์

วัยเด็กของไรต์ ถือได้ว่า เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่มั่นคง มีความยากจน และไม่ค่อยมีความสุขเท่าใดนัก และด้วยความยากจนนี้ ในปี 1874 ทางครอบครัวจึงได้ย้ายไปอาศัยที่ Spring Green ซึ่งเป็นที่อยู่ของตระกูล Lloyd Jones ทางฝั่งแม่ ซึ่งสามารถช่วยซัพพอร์ตทางการเงิน และช่วยหางานให้พ่อของไรต์ได้

ในปี 1877 ทางครอบครัวก็ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมือง Madison โดยพ่อของไรต์ ได้งานเป็นครูสอนดนตรี

ในยุคนั้น แม่ของไรต์ ได้พบกับของเล่นเพื่อการเรียนรู้ เป็นตัวต่อเพื่อการศึกษาเรียกว่า Froebel Gifts และมีความชื่นชอบและสนใจมาก จึงได้นำมาให้ Frank Lloyd Wright ซึ่งอยู่ในวัย 9-10 ขวบ ณ ตอนนั้น เล่นทั้งวัน ตัวต่อจะมีลักษณะเป็น Block รูปทรงเรขาคณิต และสามารถนำมาต่อกันได้หลายรูปทรง โดยภายหลัง ไรต์ได้กล่าวว่า ตัวต่อเหล่านี้ช่วยให้เขาได้พัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรง ซึ่งนำไปสู่ความสามารถในการดีไซน์ที่โดดเด่น โดยเจ้าตัวเคยกล่าวไว้ว่า ในตอนเด็ก เขาได้นั่งเล่นตัวต่อเหล่านี้เกือบทุกวันเป็นระยะเวลากว่า 7 ปีเลยทีเดียว

แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์

ตัวต่อ Froebel Gift

ในปี 1881 หลังจากที่ Wright อายุ 14 ปี พ่อแม่ของเขาก็ได้แยกกันอยู่ จนกระทั่งผ่านไปถึงปี 1884 พ่อของเขาได้มีการฟ้องหย่ากับแม่ในที่สุด โดยให้เหตุผลว่าทางแม่ของไรต์มีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์และชอบใช้ความรุนแรง

ในช่วงมัธยมปลาย ไรต์ได้เข้าเรียน ม.ปลาย ที่ Madison High School ซึ่งยังไม่มีหลักฐานถึงทุกวันนี้ ว่าเจ้าตัวได้เรียนจบหรือไม่ ในปี 1885 หลังการหย่าเสร็จสิ้น พ่อของไรต์ก็ได้เก็บข้าวของและย้ายออกจาก Wisconsin ซึ่งหลังจากนั้น ไรต์ก็ไม่มีโอกาสได้เจอพ่อของเข้าอีกเลย

การศึกษาช่วงมหาลัย (1885-1887)

ในปี 1886 Frank Lloyd Wright ในวัย 19 ปี ได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย University of Wisconsin-Madison ในฐานะนักเรียนเฉพาะทางแบบพิเศษ โดยได้เรียนและฝึกงานภายใต้การสอนของ Allan D. Conover ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมโยธา ก่อนที่จะออกจากมหาวิยาลัยโดยที่ยังไม่ได้สำเร็จการศึกษา

นอกจากนี้ ไรต์ยังได้เข้าฝึกงาน ทำหน้าที่เป็นดราฟท์แมน ให้กับ Jerkin Lloyd Jones ซึ่งเป็นลุงทางฝั่งแม่ของเขานั่นเอง

ในยุคนั้น ลุงของไรต์ ได้รับหน้าที่ในการออกแบบ Souls Church ทุกแห่งในชิคาโก ร่วมกับบริษัท Joseph Lyman Silsbee ในปี 1885 ไรต์จึงได้ฝึกฝนฝีมืออย่างเต็มที่

และในปี 1886 ลุงของไรต์ได้เริ่มโปรเจคออกแบบ Unity Chapel ซึ่งเป็นโบสถ์ประจำตระกูลทางฝั่งแม่ของไรต์นั่นเอง

โบสถ์แห่งนี้ เชื่อกันว่าตัว Frank Lloyd Wright เอง นอกจากจะทำหน้าที่เป็น Draftsman เจ้าตัวยังได้รับมอบหมายให้ออกแบบ Interior ภายในตัวโบสถ์อีกด้วย จึงถือได้ว่า เป็นผลงานดีไซน์แรกของแฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ ก็ว่าได้

ผลงาน

โบสถ์ Unity Chapel

หลังจากที่โบสถ์ประจำตระกูลมีการก่อสร้างเสร็จสิ้น ไรต์ ก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ชิคาโกต่อ ในปี 1887

เส้นทางอาชีพสถาปนิกของ Frank Lloyd Wright

หลังจากจบสิ้นในส่วนของประวัติวัยเด็กแล้ว เรามาต่อกันที่หัวข้อ เส้นทางอาชีพสถาปนิกของ Frank Lloyd Write กันครับ

Silsbee และงานในช่วงแรก (1887-1888)

ไรต์ได้เดินทางถึง Chicago ในปี 1887 และได้เริ่มหางานทำทันที โดยในช่วงนั้น ชิคาโกได้มีการพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงมีโครงการก่อสร้างที่ถูกพัฒนาอยู่เป็นจำนวนมาก

หลังจากเดินทางถึงแล้ว ไรต์ได้เข้าสัมภาษณ์กับบริษัทออกแบบจำนวนมาก และสุดท้าย ก็ได้เข้ารับทำหน้าที่เป็นดราฟท์แมนให้กับบริษัท Joseph Lyman Silsbee ซึ่งเป็นบริษัทที่มักจจะทำงานร่วมกับลุงของเขาอยู่บ่อยครั้ง โดยในขณะที่ทำงานอยู่ที่นี่ ไรต์ก็ได้รับงานนอก ออกแบบ All Souls Church สำหรับลุงของเขา และออกแบบ Hillside Home School I สำหรับป้าของเขาไปพร้อมๆ กัน

ประวัติ

Hillside Home School I

ด้วยความที่งานดราฟท์แมน เป็นงานที่ค่อนข้างหนัก และได้ค่าจ้างเพียงเล็กน้อย Wright จึงตัดสินใจลาออกจาก Silsbee และได้งานใหม่เป็นตำแหน่งสถาปนิกที่บริษัท Beers, Clay and Dutton

หลังจากทำงานได้ไม่นาน เจ้าตัวก็รู้สึกว่า ตนเองยังมีความสามารถไม่ดีพอที่จะเป็นสถาปนิก จึงได้ลาออกกลับไปยัง Silsbee อีกรอบ

ถึงแม้ว่าสไตล์งานออกแบบของ Silsbee จะเน้นรูปแบบ Victorian และ Revivalist แต่ตัว Frank Lloyd Write กลับค้นพบว่าตนเองกลับชอบสไตล์งานที่เน้นความเรียบง่ายสวยงาม มากกว่าสไตล์ที่แสดงถึงความหรูหรา ปนโหดเหี้ยมตามยุคสมัย

Adler & Sullivan (1888-1893)

ในปี 1888 ทางบริษัท Adler & Sullivan กำลังมองหาคนที่จะมาช่วยเขียนแบบ Interior ให้กับ Auditorium Building ที่ชิคาโก ซึ่งตัวไรต์เอง ก็มีความสนใจและได้ยื่นสมัครจนสามารถเข้าทำงานได้ตามที่ต้องการ โดยบริษัทนี้ ก่อตั้งโดย Dankmar Adler ร่วมกับ Louis Sullivan สถาปนิกผู้โด่งดังนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้น ไรต์เองรู้สึกไม่ถูกชะตากับพนักงานดราฟท์แมนคนอื่น โดยเฉพาะในปีแรกที่เข้าทำงาน แต่ทาง Sullivan ผู้เป็นเจ้าของบริษัท กลับให้ความสำคัญกับตัวไรต์มากกว่าพนักงานคนอื่นๆ โดยได้มีการมอบหมายงานดีไซน์สำคัญๆ ให้ไรต์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทางไรต์เอง ก็ได้กล่าวชื่นชม Sullivan อยู่หลายครั้งหลังในภายหลัง

นอกจากนี้ ไรต์ยังได้เริ่มมีความสนิทสนมกับ Paul Mueller ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็น Foreman ของบริษัท โดยทั้งสองยังคงได้ร่วมงานกันอย่างสม่ำเสมอต่อมาเรื่อยๆ แม้จะออกจากบริษัทกันไปแล้วก็ตาม

ในปี 1890 ไรต์ได้ตำแหน่งห้องทำงานใหม่ที่ติดกับ Sullivan โดยเขาได้แชร์ห้องกับ George Elmslie ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่ทางไรต์เป็นคนขอให้บริษัทรับเข้ามาเอง และในปีนั้น ไรต์ก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้า Draftsman รวมถึงได้รับผิดชอบงานดีไซน์ของอาคารอยู่อาศัยทั้งหมดที่ทางออฟฟิศได้รับว่าจ้างให้ออกแบบ

ไรต์ได้ให้ความทุ่มเทกับงานเป็นอย่างมาก โดยในช่วงนั้น เจ้าตัวได้รับผิดชอบงานออกแบบของบ้านเป็นจำนวนหลายหลังมากมาย อย่างไรก็ตาม งานส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้แสดงถึงสไตล์ของไรต์เอง เนื่องจากผู้เริ่มต้นดีไซน์จะเป็นตัว Sullivan เอง ที่ทำการ Sketch ออกแบบคร่าวๆ ก่อน แล้วจึงส่งให้ไรต์นำไปปรับต่ออีกทีหนึ่ง

ตัวอย่างบ้านที่ไรต์ออกแบบในช่วง 1890 – 1892 ได้แก Sullivan’s bugalow, James A. Charnley bungalow, Berry-MacHarg House และ Louis Sullivan House เป็นต้น

สถาปนิกระดับโลก

James A. Charnley bungalow

คือใคร

Berry-MacHarg House

ถึงแม้จะทำงานอย่างหนักหน่วง ไรต์เองกลับมีปัญหาด้านการเงิน ซึ่งภายหลังเจ้าตัวก็ยอมรับว่าเกิดจากที่เขานิยมเสื้อผ้าที่หรูหรา, รถยนต์ราคาแพง รวมถึงของตกแต่งบ้านที่ราคาสูง และเพื่อตอบสนองความต้องการใช้เงินจำนวนมาก บางช่วงเวลา ไรต์ต้องรับงานนอก ออกแบบบ้านพร้อมๆ กันมากกว่า 9 หลังขึ้นไปเลยทีเดียว ซึ่งเจ้าตัวมักจะดีไซน์ออกแบบมาในสไตล์ Queen Anne และ Colonial Revival

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในภายหลัง ทางไรต์ก็ได้มีการปรับสไตล์งานให้มีความเรียบง่าย และเป็นรูปทรงเรขาคณิตมากขึ้น รวมถึงเพิ่มลูกเล่นที่น่าสนใจ เช่น หน้าต่างแบบแนวนอน, คานที่ยื่นออกมา และ Floor Plan แบบ Open ซึ่งในปัจจุบัน บ้านสไตล์นี้ที่ไรต์ออกแบบ ยังคงอยู่ในสภาพเดิม 8 หลัง เป็นเสมือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยหลังที่มีชื่อเสียง ได้แก่ บ้านของ Thomas Gale, Robert Parker, George Blossom และ Walter Gale

สถาปัตยกรรม

บ้านของ Thomas Gale

สถาปนิก

บ้านของ Robert Parker

ด้วยความที่ไรต์เอง ได้รับงานนอกออกแบบบ้านเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้งานออกแบบบ้านที่อยู่ภายใต้บริษัท Sullivan ซึ่งรับผิดชอบโดยไรต์บางหลังนั้น เริ่มมีสไตล์คล้ายคลึงกับแบบบ้านในงานนอกของตนเอง ทำให้ถูกคนอื่นเข้าใจผิดว่าเป็นงานของไรต์ทั้งหมด โดยเฉพาะบ้านของ Allison Harlan ซึ่งมีรูปทรงและสไตล์คล้ายคลึงกับ James A. Charnley bungalow อย่างเห็นได้ชัด และในที่สุด ทางบริษัทก็จับได้เรื่องการรับงานนอก และได้ตัดสินใจให้ไรต์ออก เนื่องจากมีการแอบไปรับงานนอกจำนวนมากเกินไป จนทำให้สไตล์ออกแบบกระทบมาถึงการทำงานที่บริษัท

ก่อนที่จะแยกทางกันนั้น Frank Lloyd Write เองได้อ้างว่า ตนเองไม่รู้ว่าการรับงานนอก ถือเป็นการผิดสัญญากับบริษัท ทำให้ทาง Sullivan โมโหเป็นอย่างมาก โดยบางสื่อถึงกลับได้กล่าวว่า ไรต์ได้ขว้างดินสอลงพื้น และเดินออกจากบริษัทโดยไม่กลับไปเหยียบอีกเลยทีเดียว และหลังจากนั้น ทั้งคู่ก็ไม่ได้พบปะพูดคุยกันยาวนานถึง 12 ปี

การปรับเปลี่ยนและทดลองสไตล์ใหม่ๆ (1893-1900)

หลังออกมาจาก Adler & Sullivan ไรต์ได้เปิดสตูดิโอเป็นของตนเองที่ Schiller Building ในชิคาโก โดยได้แชร์ออฟฟิศร่วมกับ Cecil Corwin แต่ไม่ได้ร่วมงานกัน (แชร์แค่สถานที่)

ในปี 1896 ไรต์ได้ย้ายสถานที่ไปยังอาคาร Steinway Hall ซึ่งเป็น Space แบบสไตล์ Loft โดยได้แชร์พื้นที่ร่วมกับสถาปนิกอายุน้อยหลายคน ได้แก่ Robert C. Spencer, Myron Hunt และ Dwight H. Perkins พวกเขาถือเป็นนักออกแบบหน้าใหม่ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Louis Sullivan และได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มดีไซน์เนอร์ที่เรียกว่า “Prairie School”

หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้สมาชิกใหม่ ได้แก่ Marion Mahony ซึ่งได้เข้าร่วมกับทีมของไรต์ ในฐานะดราฟต์แมน ซึ่งเธอเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ใน Illinois ที่ได้รับใบอุนญาตประกอบวิชาชีพสถาปนิก และยังเป็นผู้ออกแบบเฟอร์นิเจอร์, กระจกหน้าต่าง และแสงไฟ ให้กับบ้านของไรต์อีกด้วย

โปรเจคของไรต์ในช่วงนี้ จะมีพื้นฐานในการออกแบบ 2 กลุ่ม ได้แก่

  • แบบแรก สำหรับลูกค้ายุคใหม่ จะเป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์ของซัลลิแวน และความชอบในรูปทรงเรขาคณิตที่เรียบง่ายของตนเอง ตัวอย่างผลงาน เช่น Winslow House, Heller House, Rollin Furbeck House และ Husser House เป็นต้น
  • แบบที่สอง สำหรับลูกค้ากลุ่มอนุรักษ์นิยม จะเป็นสไตล์บ้านแบบดั้งเดิม เช่น Bagley House, Moore House I และ Charles E. Robert House เป็นต้น
สไตล์

บ้านของ Winslow (สไตล์ยุคใหม่)

แนวคิด

บ้านของ Bagley (สไตล์ดั้งเดิม)

หลังโปรเจค Winslow House เสร็จสิ้นในปี 1894 ทาง Frank Lloyd Write ได้มีโอกาสรู้จักกับ Daniel Burnham ซึ่งชื่นชอบผลงานการออกแบบของไรต์เป็นอย่างมาก และได้เสนอทุนในการเรียน 4 ปี ที่สถาบัน École des Beaux-Arts ณ ฝรั่งเศส พร้อมให้ทุนในการอยู่ต่อที่อิตาลีต่ออีก 2 ปี แลกกับการที่ไรต์ต้องกลับมาทำงานในบริษัทของ Burnham แต่ไรต์ได้ปฏิเสธไป เพราะมองว่าสไตล์ศิลปะของสถาบันนั้น ไม่เหมาะกับสไตล์ที่ตนเองชอบ

ในปี 1898 ไรต์ได้ตัดสินใจย้ายสถานที่ทำงานกลับมายังบ้านของตนเอง เพื่อให้สามารถทำงาน และใกล้ชิดกับครอบครัวได้พร้อมๆ กัน ในช่วงนั้น ไรต์ได้มีลูกกำเนิดขึ้น 3 คน ทำให้ต้องสละพื้นที่สตูดิโอในบ้านเป็นห้องนอนเด็ก และจำเป็นต้องออกแบบสร้างสตูดิโอแห่งใหม่ทางตอนเหนือของบ้านแทน โดยพื้นที่ทำงานใหม่นี้ ประกอบไปด้วย Drafting Room จำนวน 2 ชั้น และระเบียงที่ยื่นออกมาจากคาน ซึ่งเป็นการทดลองเล่นกับโครงสร้างยื่นครั้งแรกของไรต์

สตูดิโอที่บ้านแห่งนี้ ได้กลายเป็นสถานที่ทำงานหลักของ Frank Lloyd Write ยาวนานต่อเนื่องถึง 10 ปี และเป็นที่ที่ให้กำเนิดผลงานดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นจำนวนมาก

แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์

Home Studio ของไรต์ ในปี 1898

บ้านสไตล์ Prairie (1900-1914)

ตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงปี 1901 ไรต์ได้ออกแบบโครงการไปมากกว่า 50 โปรเจคเลยทีเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นบ้านจำนวนหลายหลังใน Oak Park

ระหว่างปี 1900 และ 1901 ไรต์ได้ออกแบบบ้านไปทั้งหมด 4 หลัง ซึ่งเป็นสไตล์แบบใหม่ที่เรียกกันว่า Prairie Style ได้แก่ Hickox และ Bradley House ซึ่งยังคงมีกลิ่นอายความดั้งเดิมอยู่ผสมกับความทันสมัย ต่างจาก Thomas และ Willits House ที่ถือได้ว่าเป็นสไตล์แบบใหม่ของไรต์แบบเต็มตัว ที่ได้กำเนิดขึ้น

Frank Lloyd Wright

บ้านของ Willits

ในช่วงเวลานี้ Frank Lloyd Wright ได้เผยแพร่แนวคิดการดีไซน์บ้านแบบใหม่อย่าง Prairie Style ออกไปอย่างแพร่หลาย ผ่านบทความตีพิมพ์ใน Ladies’ Home Journal ทำให้ไรต์เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น และได้รับความสนใจในดีไซน์ที่โมเดิร์นเหล่านี้ ส่งผลให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ที่ต้องการให้ไรต์ช่วยออกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

ไรต์ได้เดินทางไปยัง Buffalo, New York และได้ออกแบบบ้านเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง โดยหนึ่งในงานที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานชิ้นเองของบ้านสไตล์ Prairie ได้แก่ Frederick Robbie House ในชิคาโก และ Avery and Queene Coonley House ที่ Illinois

จุดเด่นของ Robbie House คือหลังคาที่เป็นคานยื่น วางบนโครงสร้างเหล็กเป็นแนวยาวกว่า 34 เมตร โดยมีส่วนนั่งเล่น และทานอาหาร เชื่อมต่อเนื่องกัน ด้วยผลงานที่โดดเด่นในจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ชื่อของ Frank Lloyd Wright เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากสถาปนิกชาวยุโรป และส่งอิทธิพลต่องานออกแบบในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1

คอนเซป

Robbie House

สาเหตุที่งานในช่วงนี้ของไรต์ ถูกเรียกว่าสไตล์ Prairie House เพราะงานออกแบบของเขาได้ส่งผลกระทบและส่งเสริมต่อพื้นที่โดยรอบชิคาโก โดยดีไซน์หลักๆ ของบ้านเหล่านี้ มักประกอบไปด้วยลักษณะดังนี้

  • ประกอบด้วยจำนวน 1 หรือ 2 ชั้น
  • มีลักษณะแปลนแบบ Open Floor Plan
  • หลังคาที่อยู่ไม่สูงมาก และมีความกว้าง
  • ชายคาที่ยื่นออกมา
  • เน้นเส้นแนวนอนเป็นหลัก
  • ปล่องไฟที่โดดเด่น ตั้งอยู่ตรงกลางอาคาร
  • ตู้แบบ Built-in ที่มีสไตล์
  • ใช้วัสดุก่อสร้างจากธรรมชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะ ไม้ และ หิน

ในปี 1909 ไรต์เริ่มมีการปฏิเสธงานออกแบบบ้านสไตล์ Prairie และเริ่มหันมาสนใจโฟกัสกับงานแบบ Democratic Architecture หรือที่เรียกว่า สแกนดิเนเวียนดีไซน์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เน้นความเรียบง่าย ตอบสนองการใช้งาน เน้นฟังก์ชั่นเป็นหลัก มีผู้คนเป็นจุดศูนย์กลางของคอนเซป โดยไรต์ได้เดินทางไปยุโรปในปี 1909 พร้อม Portfolio ผลงาน เพื่อนำเสนอให้กับ Ernst Wasmuth ซึ่งเป็นผู้จัดพิมพ์นิตยสารชาวเยอรมัน จนในที่สุด บทความของเขา ได้แก่ Studies and Excecuted Buildings of Frank Lloyd Wright ก็ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในปี 1911

งานออกแบบที่ญี่ปุ่น (1917-1922)

ช่วงปี 1917-1922 ไรต์ได้มีโอกาสเดินทางไปออกแบบงานต่างๆ ที่ญี่ปุ่น และเจ้าตัวก็ได้ฝากผลงานออกแบบที่ถือได้ว่าเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมไว้ที่นี่เป็นจำนวนหลายโครงการ

Imperial Hotel ซึ่งสร้างเสร็จในปี 1923 ถือเป็นหนึ่งในงานออกแบบของไรต์ที่ญี่ปุ่น ที่สำคัญที่สุด ตัวอาคารมีโครงสร้างเหล็กที่แข็งแรง ทำให้ตัวโรงแรมไม่เกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหว Great Kanto Earthquake ได้อย่างเหลือเชื่อ แต่ในเวลาต่อมา ตัวอาคารก็เกิดความเสียหายจากทิ้งระเบิดของสหรัฐ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนในปี 1968 ตัวโรงแรมก็ถูกทำลายทิ้ง โดยให้หลงเหลือไว้เฉพาะโซน Lobby และได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ พร้อมนำไปจัดโชว์ที่พิพิธภัณฑ์ Meiji Mura ในปี 1976

งานอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ โรงเรียนหญิงล้วน Jiyu Gakuen และ Yodoko Guesthouse เป็นต้น

Concept

Imperial Hotel

Taliesin

Yodoko Guesthouse

สถาปัตยกรรมของ Frank Lloyd Wright ได้สร้างอิทธิผลต่อสถาปนิกญี่ปุ่นในยุคถัดๆ มาเป็นอย่างมาก โดยหนึ่งในนั้น ได้แก่ Tadao Ando ผู้ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการเป็นสถาปนิก จากการเยี่ยมชมโรงแรม Hotel Imperial

> อ่านบทความ Tadao Ando คือใคร

ระบบ Textile Concrete Block System

ช่วงต้น 1920s ไรต์ได้ออกแบบระบบ Textile Concrete Block System ซึ่งเป็นระบบของ Precast Block ที่ได้เสริมแรงด้วยแท่งเหล็กภายใน ช่วยให้สามารถดีไซน์สีและพื้นผิวของตัว Block ได้อิสระมากขึ้น โดยไรต์ได้เริ่มต้นใช้บล็อคเหล่านี้กับงานออกแบบของตนที่ Mollard House ในแคลิฟอเนีย ปี 1923

หลังจากนั้น ไรต์ได้มีการนำระบบนี้ไปทดลอง ใช้กับงานออกแบบบ้านอีกหลายหลัง ตัวอย่างที่โด่งดัง ได้แก่บ้าน Ennis House ซึ่งมักถูกขอใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์อยู่สม่ำเสมอ

Organic Architecture

บ้านของ Ennis

หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ไรต์ได้มีการพัฒนา Block System ของตน เรียกว่า Usonian Automatic System ซึ่งได้ถูกนำไปใช้กับงานออกแบบบ้านอีกจำนวนมากมาย

ช่วงวัยกลางชีวิตที่วุ่นวาย

ช่วงหนึ่งของชีวิต Frank Lloyd Wright นั้น ได้เกิดปัญหาชีวิตพอสมควร โดยทาง Baabdd ขอแบ่งเป็นหัวข้อดังนี้

ความวุ่นวายในครอบครัว

ในปี 1903 ช่วงที่ไรต์กำลังออกแบบบ้านของ Edwin Cheney ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใน Oak Park ตัวไรต์เองก็เริ่มหลงรัก Mamah ซึ่งเป็นภรรยาของ Edwin

Mamah เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ ที่ชอบใช้ชีวิตนอกบ้าน และยังมีความเป็น Feminist ทำให้ไรต์หลงเสน่ห์ในความชาญฉลาดของเธอ ทั้งคู่แอบมีความสัมพันธ์กัน และเริ่มเป็นทีกล่าวถึงของผู้คนในเมือง ทั้งคู่มักจะถูกพบเห็นอยู่ในรถคันเดียวกันเสมอๆ

ในปี 1909 Wright และ Mamah ได้แอบไปพบกันในยุโรป โดยทิ้งลูกๆ ของแต่ละคนไว้ที่อเมริกา โดยทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ได้กันเกือบปีเลยทีเดียว ทำให้ Edwin ได้ตัดสินใจหย่ากับ Mamah ในที่สุด

ในปี 1910 ไรต์ได้กลับสู่อเมริกา และได้ขอให้แม่ของเขาช่วยซื้อที่ดินใน Spring Green, Wisconsin ให้เขาอยู่กับ Mamah

ที่ดินได้ถูกแม่เขาซื้อให้ในปี 1911 และไรต์ได้เริ่มออกแบบและสร้างบ้านเพื่อตัวเขาเองบนที่แห่งนี้ โดยเขาเรียกบ้านใหม่ของเขาว่า “Taliesin”

Prairie School

Taliesin

โศกนาฏกรรมที่ Taliesin

ในเดือนสิงหาคม ปี 1914 ในขณะที่ไรต์เดินทางไปทำงานที่ชิคาโก Julian Carlton ซึ่งเป็นคนรับใช้ ได้จุดไฟเผาโซนอยู่อาศัยของ Taliesin และได้สังหารคนภายในบ้านด้วยขวาน ในขณะที่ไฟกำลังไหม้ ผู้เสียชีวิต ประกอบด้วย Mamah และลูกทั้ง 2 คน, John และ Martha Cherny, คนสวน 1 คน, ดราฟท์แมน 1 คน, คนงาน และลูนคนงานอีก 1 คน โดยมีเหลือผู้รอดชีวิตเพียง 2 คนเท่านั้น ในส่วนของตัวบ้าน ฝั่ง Residential Wing นั้นถูกเผาไหม้จนแทบหมดสิ้น

Carlton ผู้ก่อเหตุนั้น ได้กินกรด Hydrochloric Acid ทันทีหลังฆาตกรรม และได้พยายามฆ่าตัวตาย แต่ก็ไม่สำเร็จ เขาถูกนำไปขังที่คุก Dodgeville และเสียชีวิตใน 7 สัปดาห์หลังจากนั้น สาเหตุด้วยความหิวโหย

การหย่าร้าง

ในปี 1922 Kitty Wright ซึ่งเป็นภรรยาตัวจริง ก็ได้หย่ากับไรต์สำเร็จในที่สุด โดยมีข้อตกลงว่า ไรต์ห้ามแต่งงานกับชู้ของเขาภายใน 1 ปีหลังจากหย่ากัน ได้แก่ Maude “Miriam” Noel

ในปี 1923 แม่ของไรต์ได้เสียชีวิต ไรต์ได้แต่งงานกับ Miriam ในปลายปีนั้น แต่ก็อยู่ด้วยกันได้แค่ 1 ปีเท่านั้น เพราะเจ้าสาวมีอาการเสพติดมอร์ฟีน และในปี 1924 หลังจากที่ทั้งสองแยกกันอยู่ ไรต์ได้พบรักใหม่กับ Olga Lazovich Hinzenburg และได้พากันย้ายกลับเข้าไปอยู่ที่ Taliesin ในปี 1925 และทั้งสองก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวในปีเดียวกันนั้นเอง

ในเดือนเมษายนปี 1925 ก็เกิดไฟไหม้ที่บังกาโลวหนึ่งของ Taliesin แต่สาเหตุครั้งนี้มาจากระบบสายโทรศัพท์เกิดการช๊อตและไหม้ขึ้น ไฟไหม้ครั้งนั้นได้ทำลายคอลเลคชั่น ภาพพิมพ์สไตล์ญี่ปุ่นของไรต์ ซึ่งถ้าตีเป็นมูลค่าในสมัยนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 4 – 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

หลังไฟไหม้ ไรต์ได้ออกแบบและสร้างส่วนที่เสียหายใหม่อีกครั้ง โดยได้เปลี่ยนชื่อบ้านใหม่เป็น “Taliesin III”

ตัวอย่างผลงาน

Frank และ Olga Lloyd Wright

ในปี 1927 ไรต์ได้หย่ากับ Miriam ภรรยาที่ติดโคเคนสำเร็จในที่สุด และได้แต่งงานกับ Olga ในปี 1928 ถัดมา ซึ่งเธอเป็นภรรยาคนที่ 3 และคนสุดท้ายของ Frank Lloyd Wright

ช่วงท้ายของอาชีพสถาปนิก

เรามาดูการทำงาน และผลงานในช่วงท้ายของ Frank Lloyd Wright กันครับ

Taliesin Fellowship

ในปี 1932 ไรต์และภรรยา ได้กระจ่ายข่าวให้เหล่านักศึกษาสถาปัตย์ ให้สามารถเข้ามาที่บ้าน Taliesin เพื่อเรียน และทำงานภายใต้การสอนของไรต์ ไปพร้อมๆ กับพัฒนาทักษะด้านสถาปัตยกรรม ซึ่งในปีนั้น ก็ได้มีนักศึกษาเข้ามาอยู่อาศัยและทำงานร่วมกันถึง 23 คน

ตลอดช่วงชีวิตของไรต์ มีคนได้ผ่านวนเวียนเข้ามาร่วมศึกษาและช่วยงานที่ Taliesin Fellowship ถึง 625 คน ซึ่งผลงานดังๆ ของไรต์ ต่างก็ได้ถูกพัฒนาจากการช่วยเหลือทีมงานที่นี่ อาทิเช่น Fallingwater และ Guggenheim Museum เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อ้างอิงจากผู้ที่เคยเข้าร่วมงานที่นี่ พบว่าจริงๆ แล้ว ไรต์ถือเป็นคนที่ทำงานด้วยยากมากๆ แต่หลายๆ คนก็เชื่อว่า ถึงแม้การร่วมงานกับเขาจะยากเย็นแค่ไหน แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่คุ้มค่า

ในเวลาต่อมา Taliesin Fellowship ได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็น The School of Architecture at Taliesin ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไว้สอนศาสตร์ด้านสถาปัตยกรรม จนถึงปี 2020 ทางโรงเรียนก็ได้ปิดตัวลง และย้ายไปเปิดใหม่ที่ Consanti Foundation

บ้านสไตล์ Usonian

ไรต์ถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนอย่างยิ่งกับการพัฒนาพื้นที่ชานเมือง ภายใต้คอนเซป Broadacre City โดยเขาได้เสนอไอเดียในหนังสือ The Disappearing City ในปี 1932 และได้เปิดตัวแบบจำลองชุมชนแห่งอนาคต ขนาด 1.1 ตารางเมตร ที่เขาได้ดีไซน์ไว้ โดยได้นำไปจัดแสดงในงานต่างๆ มากมาย

สถาปนิก

โมเดล Broadacre City ของ Wright

ตลอดเวลาการพัฒนาคอนเซป Broadacre City ไรต์ได้คิดค้นดีไซต์ที่อยู่อาศัยแบบใหม่ เรียกว่า Usonian House ควบคู่กันไป

บ้านหลังแรกๆ ที่ไรต์ได้ออกแบบตามคอนเซป Usonian House อย่างถูกต้องตามที่เขาคิดไว้ทั้งหมด ได้แก่บ้านของ Herbert and Katherine Jacobs ใน Madison

ตัวบ้านมีหลังคาแบบคอนกรีต Slab ส่งเสริมให้สามารถกระจายความร้อนได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ตัวบ้านยังได้ถูกดีไซน์ด้วยโครงสร้างสมัยใหม่ เช่น ผนัง ที่ซ้อนกันด้วยไม้จริง, ไม้อัด และกระดาษบุฝาผนัง

บ้านแบบ Usonian มักจะมีหลังคาแบน แบบ Flat Roof และมักจะก่อสร้างโดยไม่มีห้องใต้ดินหรือห้องใต้หลังคา ซึ่งเป็นสไตล์ที่ไรต์พยายามเผยแพร่ และโปรโมทมาตั้งแต่ต้นยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20

Usonian House ถือเป็นจุดเปลี่ยนของสไตล์บ้านพักอาศัยที่พัฒนาให้มีความ Minimal มากขึ้น เนื่องด้วยบ้านส่วนใหญ่ในยุคนั้น เริ่มไม่จำเป็นต้องมีห้องเยอะๆ สำหรับคนรับใช้อีกต่อไป

เพื่อให้บ้านมีความทันสมัย และมีพื้นที่เปิดกว้างมากขึ้น ไรต์ได้กำหนดพื้นที่ “workspace” สำหรับผู้หญิงในบ้าน ให้มีความสำคัญมากขึ้น อาทิเช่น ห้องครัว ให้สามารถมองออกเห็นกิจกรรมในห้องทานข้าว เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสองพื้นที่นี้มากขึ้น

พื้นที่ในห้องนั่งเล่นของบ้านสไตล์นี้ จะถูกให้ความสำคัญมากที่สุด ในขณะที่ห้องนอน จะถูกแยกออก และมีขนาดเล็ก เพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ตามคอนเซปที่ว่า ให้เกิดพื้นที่ใช้สอยแบบเปิด แทนที่การแบ่งกั้นห้องเยอะๆ

คือใคร

Herbert and Katherine Jacobs House ตัวอย่างบ้านแบบ Usonian

เฟอร์นิเจอร์แบบ Built-in ภายในตัวบ้านนั้น มักจะสัมพันธ์กับสไตล์ของศิลปะ ที่กำลังส่งอิทธิพลต่อตัวไรต์ในช่วงเวลานั้นๆ โดย Usonian House นั้น ถือว่าเป็นบ้านแบบใหม่ที่แสดงถึงความทันสมัย และการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ผู้อยู่อาศัยบางครอบครัว มีสมาชิกมากกว่า 10 คนขึ้นไป ก็ยังสามารถอยู่อาศัยร่วมกันในบ้านสไตล์นี้ได้ในราคาที่ย่อมเยาว์

บ้าน Usonian ของ Frank Lloyd Wright ถือเป็นการก่อกำเนิดสไตล์แบบใหม่สำหรับบ้านพักอาศัยแถบชานเมือง และได้ส่งอิทธิพลต่องานออกแบบบ้านยุคหลังสงครามเป็นอย่างยิ่ง จนถึงปัจจุบัน บ้านสไตล์อเมริกัน ก็ได้รับอิทธิพลมากจากไรต์ ได้แก่ ผังพื้นแบบเปิด, ฐานรากแบบ Slab-on-grade และ การก่อสร้างด้วยเทคนิคที่เรียบง่าย

การเสียชีวิต

ในเดือนเมษยน ปี 1959 ไรต์ในวัย 91 ปี ได้เข้ารับการรักษาและผ่าตัดในโรงพยาบาล เนื่องจากมีอาการปวดท้องอย่างแรง ซึ่งในช่วง 2 วันแรกหลังผ่าตัด ก็ดูเหมือนว่าเขาจะมีอาการดีขึ้น แต่เจ้าตัวก็มาเสียชีวิตอย่างกระทันหันในวันที่ 3 หลังผ่าตัดเสร็จ

ตัวอย่างผลงานที่สำคัญของ Frank Lloyd Wright

ตลอดชีวิตของ Frank Lloyd Wright เขาได้ฝากผลงานออกแบบที่ทรงคุณค่าให้แก่สถาปนิกยุคหลังๆ เป็นจำนวนมาก โดยทาง Baabdd เราขอยกตัวอย่างงานที่โด่งดังของไรต์มาให้อ่านกันดังนี้

Fallingwater (1937)

บ้านน้ำตก ถือเป็นหนึ่งในงานบ้านเดี่ยวที่โด่งดังที่สุดของ Frank Lloyd Wright ถูกออกแบบให้แก่ครอบครัว Edgar ตั้งอยู่ที่ Mill Run, Pennsylvania ในสหรัฐอเมริกา

ตัวบ้านถูกก่อสร้างลงบนพื้นที่ ที่เป็นน้ำตกสูงเกือบ 10 เมตร โดยมีคอนเซปที่วางไว้ คือต้องการให้ผู้อยู่อาศัย ได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติเดิมโดยรอบ Site ให้มากที่สุด

จริงๆ แล้ว บ้านหลังนี้ทางครอบครัว Edgar ตั้งใจให้ไรต์ออกแบบไว้เป็นบ้านพักตากอากาศ มากกว่าไว้เป็นบ้านหลักในการอยู่อาศัย

โครงสร้างของบ้านประกอบไปด้วยระเบียงและเฉลียงแบบคานยื่น โดยวัสดุในของ Element แนวตั้ง จะใช้หินปูนเป็นหลัก ในขณะที่ Element แนวนอน จะใช้เป็นคอนกรีต

Frank Lloyd Wright

ตัวบ้านมีมูลค่าก่อสร้าง 155,000 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่าประมาณ 3,155,000$ ในปัจจุบัน) โดยตัวไรต์ผู้เป็นสถาปนิกเอง ได้รับค่าออกแบบอยู่ที่ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่าประมาณ 163,000$ ในปัจจุบัน) และถือเป็นหนึ่งในผลงานที่มีมูลค่าสูงสุดของ Frank Lloyd Wright เลยก็ว่าได้

ในช่วงการออกแบบ วิศวกรโยธาที่ร่วมงานด้วยกับไรต์ มักจะแย้งเสมอว่าโครงสร้างนี้อาจจะสร้างจริงไม่ได้ แต่ก็ถูกไรต์บังคับให้ออกแบบโครงสร้างตามที่ตนเองดีไซน์ไว้ ทำให้ผู้รับเหมา ต้องแอบเพิ่มเหล็กเสริมใน Element คอนกรีตแนวนอน

ในปี 1994 บริษัท Robert Silman and Associates ได้รับจ้างให้เข้าตรวจสอบตัวบ้าน และทำการพัฒนาเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างใหม่ โดยได้มีการเพิ่มเหล็กเสริมความแข็งแรงใต้คานยื่นของตัวระเบียง และมีการเปลี่ยนพื้น Terrace ชั้นล่างเป็นแบบ Post-tension เพื่อความแข็งแรงมากขึ้น

> อ่านบทความ พื้น Post-Tension คืออะไร

Taliesin West (1937)

Taliesin West เป็นบ้านในฤดูหนาวของ Frank Lloyd Wright ที่เจ้าตัวได้ออกแบบเอง ตั้งอยู่บนภูมิประเทศแบบทะเลทราย โดยเขาได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัย และสตูดิโอออกแบบ ตั้งแต่ปี 1937 จนถึงวันเสียชีวิตในปี 1959

สถาปัตยกรรม

ปัจจุบัน บ้านแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่ตั้งของ Frank Lloyd Wright Foundation และมีการเปิดให้เข้าทัวร์ชมในตัวบ้าน

ตัวอาคาร ตั้งอยู่ที่ Scottsdale, Arizona ในสหรัฐอเมริกา และได้รับการรับรองโดย UNESCO ให้เป็นหนึ่งใน World Heritage Site

ตัวบ้านถูกออกแบบให้มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติโดยรอบที่เป็นทะเลทราย โดยผนังใช้วัสดุเป็นหินทะเลทรายในพื้นที่ วางเรียงและเทหล่อด้วย Concrete เรียกว่า “Desert Masonry”

แสงธรรมชาติ ก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของงานดีไซน์ โดยเฉพาะในห้อง Drafting Room ไรต์ได้ออกแบบหลังคาด้วยวัสดุโปร่งใส แต่ก็ถูกเปลี่ยนเป็นพลาสติคภายหลังเพราะแดดในพื้นที่ที่แรงจนเกินไป

ในส่วนห้องรับประทานอาหารที่อยู่ด้านทิศใต้ กำแพง Masonry Wall จะไม่ถูกปิดกั้นจนทึบ โดยไรต์ได้ออกแบบให้หลังคามีการยื่นเลยกำแพงออกไป เพื่อกันแสงแดดไม่ให้กระทบตัวบ้านเยอะจนเกินไป แต่คนภายในบ้านจะยังคงได้รับแสงจากช่องว่างแนวนอนที่เว้นไว้ ผ่านเข้าสู้ภายในห้อง โดยไรต์เชื่อว่าแสงธรรมชาติจะช่วยส่งเสริมให้สภาพแวดล้อมการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Guggenheim Museum (1959)

อีกหนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดของ Frank Lloyd Wright ซึ่งเขาได้ใช้เวลาออกแบบ และคอยตรวจสอบงานก่อสร้างตั้งแต่ปี 1943 จนถึง 1959 เลยทีเดียว

Guggenheim Museum เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงผลงานศิลปะ ตั้งอยู่ที่ New York City ในสหรัฐอเมริกา

ตัวอาคาร มีรูปทรงเรขาคณิตแบบวงกลม เป็นทางเดินโดยรอบ เป็นจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เยี่ยมชม สามารถเดินวนชมผลงานศิลปะที่แสดงได้อย่างครบถ้วน และสะดวก ด้วยการเริ่มจากขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบนสุด และจึงค่อยๆ เดินวนลงผ่านทางลาดที่โค้งเป็นวงกลมวนรอบอาคาร

ผลงาน

โครงการนี้ ถือเป็นหนึ่งใน Landmark ของงานสถาปัตยกรรมยุคคริสต์ศตวรรษ 20 ซึ่งถูกใช้เวลาออกแบบและก่อสร้างนานถึง 15 ปี ประกอบด้วย ส่วนจัดงานแสดงหลักที่รูปทรงเหมือนถ้วยชาม ขนาด 6 ชั้น, ส่วนอาคาร 4 ชั้นทางด้านทิศเหนือ และ ส่วนขยายจำนวน 10 ชั้นทางตะวันออก (ถูกต่อขยายเพิ่มในปี 1992)

Price Tower (1956)

Price Tower ถือเป็นงานออกแบบอาคารสูงแห่งเดียวของ Frank Lloyd Wright และเป็นเพียงไม่กี่งานของเขาที่มีการเน้น Element แนวตั้งเป็นจุดเด่นในงานดีไซน์

Usonian

ตัวอาคารมีจำนวน 19 ชั้น ตั้งอยู่ที่ Bartlesville, Oklahoma ณ สหรัฐอเมริกา เป็นที่ตั้งของบริษัท H.C. Price ซึ่งทำเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ และท่อขนส่งน้ำมัน

Wright ได้กล่าวถึงตึกสูงแห่งนี้ไว้ว่า เป็นเสมือนต้นไม้ ที่หลบหนีความหนาแน่นของผืนป่ามาตั้งอยู่ในเมือง

ตัวอาคารถูกรองรับด้วยโครงสร้างช่องลิฟต์ทั้ง 4 โดยถูกเปรียบเสมือนเป็นรากของต้นไม้ เจาะลึกลงสู่ใต้ดินอย่างแข็งแกร่งเสมือนรากแก้ว

ในขณะที่ส่วนอาคารด้านบน 19 ชั้น ถูกยื่นออกมาจาก Central Core เสมือนกิ่งก้าน

ส่วนกำแพง ถูกก่อขึ้นมาจากพื้น และเคลือบด้วยวัสดุทองแดงเสมือนเป็นใบไม้ โดยตัวตึกถูกดีไซน์ให้ไม่มีความสมมาตร เสมือนต้นไม้ ที่มองจากด้านไหน ก็ไม่เหมือนกัน

H.C. Price Company ได้ขายตัวอาคารให้แก่ Phillips Petroleum ในปี 1981 โดยผู้ซื้อ ใช้อาคารเป็นเพียงที่เก็บของเท่านั้น จนกระทั่งปี 2000 ตัวอาคารก็ถูกบริจาคให้แก่ Price Tower Arts Center

ในปี 2007 ทาง United States Department of the Interior ได้รับรองให้ Price Tower เป็นหนึ่งใน National Historic Landmark โดยเป็นหนึ่งในอาคารเพียง 20 แห่งใน Oklahoma เท่านั้น ที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง

Monona Terrace (1997)

Monona Terrace เป็นสำนักงานเทศบาลสำหรับ Madison, Wisconsin ซึ่งถูกเริ่มต้นดีไซน์ครั้งแรกโดย Frank Lloyd Wright ในปี 1937 แต่ในตอนนั้น ทางคณะกรรมการเขต ได้บอกปฏิเสธคำขอในการก่อสร้าง ทำให้ทางไรต์ ต้องคอยตามหาผู้สนับสนุน และคอยปรับปรุงแก้แบบตลอด จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 1959 อาคารแห่งนี้ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติ

อย่างไรก็ตาม ใน 4 ทศวรรษหลังจากที่ไรต์เสียชีวิต ทางผู้สนับสนุนโครงการนี้ ก็ได้รวมตัวกันยื่นคำขอ จนกระทั่งสำเร็จในที่สุด ตามเหตุการณ์ดังนี้

ในปี 1990 นายกของ Madison ได้แก่ Paul Soglin ได้รื้อคำขอของ Wright มาพิจารณาอีกครั้ง ท่ามกลางคำคัดค้านของสมาชิกบอร์ดมากมาย เนื่องด้วยโครงสร้างที่ล้าสมัย

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลอีกด้วย ว่า ตัวอาคารจะบดบังทิวทัศน์ของทะเลสาบ Monona และตัว Site ยังตั้งอยู่บนสุสาน Ho-Chunk Nation

ประวัติ

คำขอในการก่อสร้าง ถูกนำไปลงประชามติในปี 1992 และถูกโหวตให้ผ่านในที่สุด โดยมีการเริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 1994 และในที่สุด ในปี 1997 หลังจากผ่านไป 60 ปี นับตั้งแต่การยื่นขออนุญาติครั้งแรกของไรต์ อาคาร Monona Terrance Community and Convention Center ก็สร้างเสร็จสิ้น และถูกเปิดใช้งานในที่สุด

ดีไซน์ดั้งเดิมของอาคาร ถูกออกแบบโดยเด็กฝึกงานของไรต์ คือ Tony Puttnam โดยได้ถูกนำมาผสมผสานกับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน เพื่อให้โครงสร้างมีความทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงรูปลักษณ์ตามแบบดั้งเดิม

สไตล์  แนวคิด และคอนเซปที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

มาถึงหัวข้อสุดท้ายของบทความนี้ ได้แก่หัวข้อลักษณะแนวคิด และสไตล์การออกแบบของ Frank Lloyd Wright

องค์ประกอบการดีไซน์

บ้านสไตล์ Prairie ของไรต์ มักมีองค์ประกอบการออกแบบและธีมมาจากรูปทรงของต้นไม้ และมักใช้ Element อย่างหน้าต่าง พรม และฟิตติ้งอื่นๆ มาจัดวางในลักษณะซ้ำๆ กัน

ไรต์ถือเป็นผู้นำในการสร้างนวัตกรรมการใช้วัสดุสมัยใหม่ให้กับอาคาร อย่างเช่น Precast Concrete, อิฐแก้ว และสังกะสี นอกจากนี้ ไรต์ยังขึ้นชื่อว่าชอบใช่งานวัสดุแปลกๆ แต่ได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ เช่น การใช้ท่อแก้ว Pyrex เป็นองค์ประกอบหลักในงานออกแบบสำนักงานใหญ่ของ Johnson Wax

แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์

สำนักงานใหญ่ Johnson Wax

Frank Lloyd Wright ยังเป็นสถาปนิกคนแรก ที่ออกแบบและติดตั้งดวงไฟใน Fitting เช่นการติดตั้งไฟในทางลาด หรือการใช้ดวงโคมแบบโป๊ะแก้วทรงกลม เป็นต้น

ในปี 1897 ไรต์ได้จดสิทธิบัตรเป็นผู้คิดค้น กระเบื้องแก้วปริซึม ซึ่งมักถูกนำไปติดตั้งที่กำแพงโครงการในด้านฝั่งที่ต้องการให้เกิดการดึงแสงเข้าสู่พื้นที่ภายในอาคาร

ไรต์ชอบนำกระจกและแก้วเข้ามาดีไซน์ในงานของเขาเป็นอย่างมาก เพราะเป็นวัสดุที่ตอบโจทย์กับปรัชญา Organic Atchitecture ที่เขาเชื่อ โดยหลักการคือ องค์ประกอบทั้งหมดของอาคาร ควรจะมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน

เพื่อสร้างภาพลักษณ์ตัวอาคารให้เข้ากับ Site ที่ตั้ง ไรต์มักจะใช้กระจกใสจำนวนมากดีไซน์เข้ากับตัวงาน เป็นการสร้างความเชื่อมต่อและกลมกลืนให้กับพื้นที่ภายใน และภายนอกอาคาร กระจกช่วยให้คนภายในสามารถมองเห็น โต้ตอบกับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ ในขณะที่มันก็ทำหน้าที่เป็นกรอบ หรือสร้าง Element ให้กับตัวสถาปัตยกรรมได้ด้วยเช่นกัน

ในปี 1928 ไรต์ได้เขียนเรียงความเกี่ยวกับกระจก โดยเขาเปรียบเปรยว่ามันสามารถเทียบได้กับ ทะลเสาบ, แม่น้ำ และบ่อน้ำ หนึ่งในเทคนิคที่เขาใช้กระจกมาออกแบบเป็นบ่อยครั้ง คือการสร้างช่องเปิดเป็นกระจกแนวนอนยาวๆ พาดไปกับกำแพงทั้งแผง เพื่อให้แสงธรรมชาติสามารถลอดผ่านเข้ามาในตัวอาคารได้

อิทธิผล และการร่วมงาน

Frank Lloyd Wright มีความปัจเจกนิยม และสันโดษเป็นอย่างยิ่ง ตลอดวิชาชีพของไรต์ เขาไม่เคยถูกชะตากับ American Institute of Architects (สถาบันสถาปนิกอเมริกัน) ไรต์ถึงขนาดเคยกล่าวถึงสถาบันนี้ไว้ว่า เป็น “ที่ลี้ภัยของคนไร้ความสามารถ” และ “กลุ่มอันธพาลที่รวมตัวกัน” โดยทางสถาบันก็มีการตอบโต้ โดยได้ให้นิยามไรต์ว่าเป็น “มือสมัครเล่นแก่ๆ”

ไรต์แทบจะไม่เคยให้เครดิตว่างานของเขาเกิดจากอิทธิพลใดๆ มาบ้าง แต่สถาปนิก, นักประวัติศาสตร์ และนักวิชาการ หลายๆ คน ต่างเชื่อว่า สไตล์และงานออกแบบของไรต์ ได้รับมาจากอิทธิพล 5 สิ่ง ดังนี้

  1. Louis Sullivan สถาปนิกชื่อดังที่ไรต์เคยร่วมงานด้วยในช่วงแรกๆ ของอาชีพ
  2. ธรรมชาติ โดยเฉพาะรูปทรง, สี และแพทเทิร์น ของต้นไม้
  3. ดนตรี โดยนักประพันธ์เพลงที่เขาชื่นชอบที่สุด ได้แก่ บีโธเฟ่น
  4. ศิลปะ, ภาพพิมพ์ และอาคาร สไตล์ญี่ปุ่น
  5. ตัวต่อ Froebel Gifts ที่แม่ซื้อให้เขาเล่นตอนเด็กๆ

Frank Lloyd Wright มักจะเคลมผลงานการออกแบบของสถาปนิกที่ทำงานให้เขา ว่าเป็นงานดีไซน์ของเขาเอง และเชื่อว่าสถาปนิกใน Prairie School เป็นเสมือนผู้ติดตาม, ผู้เลียนแบบ และผู้ใต้บัญชาของตัวเขาเอง

การวางผังเมืองและชุมชน

ตลอดวิชาชีพ ไรต์มีความสนใจในงานด้านการวางแผนชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มเข้าร่วมงานออกแบบผังมืองตั้งแต่ช่วงต้นปี 1900 จนถึงวันเสียชีวิต เขาได้มีส่วนร่วมในงานออกแบบ Community Planning และผังเมือง Urban Design รวมทั้งหมดมากถึง 41 โครงการเลยทีเดียว

ตัวอย่างโครงการที่เขาได้มีส่วนร่วมในการออกแบบได้แก่ งานพัฒนาเมืองใน Bitterroot Valley, Montana, งานพัฒนาพื้นที่ใน Chicago, งานออกแบบหมู่บ้าน Parkwyn Village และ งานออกแบบชุมชน The Galesburg Country Home เป็นต้น

เอนิเมชั่นจำลอง Imperial Hotel ณ ญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันทุบทิ้งไปแล้ว

บทสรุป

Frank Lloyd Wright ถือเป็นหนึ่งในสถาปนิกชั้นระดับโลก หรือระดับตำนานก็ว่าได้ ที่ฝากแนวคิด รวมถึงผลงานออกแบบไว้ให้กับวงการสถาปัตยกรรมอย่างมากมาย และทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง หวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ ทุกคนได้รู้จักกับสถาปนิกผู้นี้มากขึ้น ว่าเขาคือใคร มีประวัติยังไง มีตัวอย่างผลงานสำคัญอะไรบ้าง และมีสไตล์การออกแบบอย่างไร