Fallingwater บ้านน้ำตกออกแบบโดยใคร มีประวัติและคอนเซปยังไง

Fallingwater

บทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับโปรเจค Fallingwater หรือ บ้านน้ำตก ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมระดับตำนาน ที่โด่งดังไปทั่วโลก และยังคงอยู่ให้ผู้คนได้เข้าไปรับชมกันถึงทุกวันนี้

Fallingwater คืออะไร

Fallingwater เป็นบ้านเดี่ยวที่ออกแบบโดยสถาปนิกระดับโลกอย่าง Frank Lloyd Wright ในปี 1935 ตั้งอยู่ที่ Laurel Highland ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของ Pennsylvania สหรัฐอเมริกา ตัวอาคารถูกสร้างบนส่วนหนึ่งของน้ำตกบนแม่น้ำ Bear Run

> อ่านบทความ Frank Lloyd Wright คือใคร

โปรเจคนี้ ถูกออกแบบเพื่อใช้เป็นบ้านพักตากอากาศในสุดสัปดาห์สหรับ Liliane และ Edgar J. Kaufmann ซึ่งเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้า Kaufmann ซึ่งเคยเปิดอยู่ที่ Pittsburgh

  • หลังจากตัวบ้านถูกสร้างเสร็จ Fallingwater ถูกนิตยสาร Time นิยามว่า เป็นโปรเจคของไรต์ ที่สวยงามที่สุด และได้ถูกบรรจุอยู่ในลิสต์ “28 สถานที่ ที่ต้องเห็นก่อนตาย” ของนิตยสาร Smithsonian
  • ในปี 1976 ตัวบ้านถูกเลือกให้บรรจุเข้าเป็น National Historic Landmark
  • ในปี 1991 สมาชิกของสถาบันสถาปนิกอเมริกัน ได้ร่วมกันโหวตให้บ้านน้ำตก เป็น สถาปัตยกรรมอเมริกันที่ดีที่สุดตลอดกาล
  • ในปี 2007 ตัวบ้านได้ถูกจัดอยู่ที่อันดับ 29 ของ รายชื่อสถาปัตยกรรมที่ชาวอเมรกันชื่นชอบ จัดโดย AIA
  • ในปี 2019 ตัวบ้านถูกจัดเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่เป็นมรดกโลก
Fallingwater

ประวัติที่น่าสนใจของบ้านน้ำตก

เรามาดูประวัติตั้งแต่การเริ่มออกแบบบ้าน Fallingwater กัน ซึ่งเป็นโครงการที่ไรต์ได้มีการดีไซน์ในช่วงที่เขาอายุ 67 ปี

เจ้าของบ้าน

Edgar K. Kaufmann เป็นนักธุรกิจชาว Pittsburgh และเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้า Kaufmann เขามีภรรยาชื่อ Liliane Kaufmann ซึ่งมีบุคลิคกระตือรือร้น และชอบกิจกรรมนอกบ้านอย่างการปีนเขาและขี่ม้า เธอยังเป็นผู้ที่ชื่นชอบและเอนจอยกับสุนทรียศาสตร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็ได้สะท้อนออกมาในรูปแบบดีไซน์ของตัวบ้าน

บ้านน้ำตก

ครอบครัว Kaufmann

Edgar และ Liiane มีลูกชายหนึ่งคน ได้แก่ Edgar Jr. ซึ่งเป็นผู้แนะนำให้พ่อเขาและไรต์ผู้ออกแบบได้รู้จักกัน โดยเขาได้อ่านบทความในหนังสือ Autobiography ของไรต์ และได้เดินไปทางไปพบไรต์ที่ Wisconsin ในปี 1934

ในขณะช่วงเวลา 3 สัปดาห์ Edgar Jr. ได้มีโอกาสได้เข้าร่วมฝึกงานที่ Taliesin Fellowship ซึ่งเป็นสถาบันและชุมชนที่ร่วมศึกษางานสถาปัตยกรรม ก่อตั้งโดยไรต์ในปี 1932

ในขณะที่เขาได้ฝึกงานอยู่กับไรต์นั้น พ่อแม่ของเข้า ได้แก่ Edgar และ Liliane ก็ได้มาเยี่ยม และได้รู้จักกับ Frank Lloyd Wright ในที่สุด

ณ เวลานั้น บ้านที่อยู่อาศัยของตระกูล Kaufmann อยู่ที่ French Norman Estate ซึ่งเป็นบ้านแถวที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ปี 1923 แต่ทางครอบครัว ก็มีกระท่อมเล็กๆ นอกเมือง ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำ ซึ่งใช้เป็นที่พักตากอากาศเช่นกัน

อย่างไรตาม ตัวบ้านพักอากาศริมน้ำแห่งนั้น ก็เริ่มมีความทรุดโทรมและเก่าลงตามกาลเวลา ทาง Kaufmann จึงได้มีความคิดที่จะรีโนเวท และได้ตัดสินใจว่าจ้างไรต์ให้ออกแบบในที่สุด

ในปลายปี 1934 ไรต์เดินทางไปที่แม่น้ำ Bear Run เพื่อสำรวจพื้นที่ และขอรายละเอียดผังบริเวณของผืนที่ดินที่จะใช้ออกแบบ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ จะได้มาจากบริษัท Fayette Engineering ประกอบไปด้วย ขอบเขตไซต์, ตำแหน่งต้นไม้ และรายละเอียดภูมิประเทศ โดยเอกสารทั้งหมดถูกส่งให้ไรต์ในต้นปี 1935

การก่อสร้างตั้งแต่เริ่มต้น

หลังจากผ่านไป 9 เดือน นับจากวันที่ Kaufmann นัด Meeting กับ Wright ครั้งแรก เขาก็ได้โทรไปหาไรต์ในเช้าตรู่วันอาทิตย์หนึ่ง โดยที่ไรต์ไม่ได้ตั้งตัว เพื่อที่จะแจ้งว่าจะไปเดินทางไปหาโดยที่ไม่ได้นัดกันก่อน โดยในช่วงนั้น ตลอดวลาที่ติดต่อสื่อสารกัน ไรต์มักจะบอก Kaufmann ว่าเขาได้ดีไซน์แบบไปส่วนหนึ่งแล้ว ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เขายังไม่ได้เริ่มออกแบบอะไรสักนิด

หลังจากทานอาหารเช้า ท่ามกลางความตื่นตระหนกของสมาชิกในทีมออกแบบ ไรต์ก็ได้สงบสติอารมณ์ และพยายามวาดแปลนบ้านให้เสร็จภายใน 2 ชั่วโมง ก่อนที่ Kaufmann จะขับรถมาถึง และก็ร่างแบบได้เสร็จทันเวลาอย่างเฉียดฉิว

ไรต์ได้ออกแบบให้ตัวบ้านคร่อมอยู่บนน้ำตก ในขณะที่ Kaufmann ต้องการให้อยู่ด้านใต้ เพราะเขาต้องการเห็นวิวของสายน้ำ ซึ่งทำให้เขาหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ที่ไรต์ไม่ยอมออกแบบตามที่เขาต้องการ

Kaufmann วางแผนที่จะให้ตัวบ้านสามารถรองรับแขกได้จำนวนเยอะๆ ดังนั้น ตัวบ้านจึงถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจากที่วางแผนตกลงกันไว้ในตอนแรก นอกจากนี้ ทาง User ยังต้องการห้องนอนแยกสำหรับสามีภรรยา และสำหรับลูกชายคนโต Edgar Jr. อีกด้วย นั่นทำให้ต้องมีการใช้โครงสร้านคานยื่นเสริม เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย

Plan

ผังพื้นชั้น 1

คือ

ผังพื้นชั้น 2

ในส่วนของงานออกแบบโครงสร้างบ้านน้ำตก Fallingwater ได้ถูกออกแบบโดยไรต์ ร่วมกับวิศวกร Mendel Glickman และ William Wesley Peters ซึ่งพวกเขาเคยร่วมงานกันมาก่อนในโครงการ Johnson Wax Headquarters

ในช่วงเดือนตุลาคม 1935 หลังจากไรต์ได้เดินทางไปที่ไซต์ เพื่อตีราคาค่าก่อสร้าง และค่าออกแบบเสร็จสิ้น แบบดีไซน์ Plan ครั้งที่ 1 ก็ได้ถูกนำเสนอให้กับ Kaufmann และในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ทางทีมออกแบบก็ได้ยื่นขอให้มีการเปิดใช้งานเหมืองหินเก่าที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของ Site เพื่อเตรียมนำหินจากในเหมืองมาก่อสร้างเป็นผนังของตัวบ้าน

ในช่วงออกแบบ ไรต์ไม่ได้ไปที่ Site อีกเลย โดยเขาจะส่งเด็กฝึกงาน Robert Mosher เป็นตัวแทนไปพรีเซ้น และศึกษารายละเอียดผังบริเวณเพิ่มเติม และในที่สุด แบบ Final Drawing ก็ถูกเขียนจนเสร็จในเดือนมีนาคม ปี 1936 และตัวบ้าน Fallingwater ก็ได้เริ่มก่อสร้างทันทีในเดือนเมษายนถัดไป

ในช่วงการก่อสร้าง Wright, Kaufmann และผู้รับเหมา มีปัญหากันหลายต่อหลายครั้ง โดยเจ้าของโครงการ รู้สึกไม่สบายใจที่ตัวไรต์เองไม่เคยมีประสบการในการใช้งานคอนกรีตเสริมเหล็กมาก่อน จึงได้มีการแอบนำแบบในส่วนคานยื่น ไปปรึกษากับ Consult วิศวกรข้างนอก

แนวคิด

เมื่อไรต์ทราบเรื่องว่า Kaufmann แอบนำแบบไป Consult กับที่อื่น เขาก็มีความไม่พอใจ และโกรธเป็นอย่างมาก ถึงกับมีการขอแบบ Drawing ทั้งหมดคืน และจะถอนตัวจากโปรเจคเลยทีเดียว ทำให้ทาง Kaufmann ต้องยอมขอโทษ และนำผล Consult Report ไปฝังภายในกำแพงหินของบ้าน เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าจะเชื่อใจไรต์และไม่แอบทำแบบนี้อีกต่อไป

สำหรับพื้นที่เป็นคานยื่นออกมา ไรต์และทีมงาน ใช้โครงสร้างเป็นคานรูปตัวทีคว่ำหัว ติดตั้งภายในคอนกรีต Slab ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งพื้น และเพดานของ Space ชั้นล่าง ทำให้มีความทนทานต่อแรงอัด โดยมี Walter Hall รับหน้าที่เป็นทั้งผู้รับเหมาและวิศวกร โดยเขาได้โต้แย้งและแนะนำให้ไรต์เพิ่มโครงสร้างเหล็กเข้าไปในแผ่นพื้นยื่นนี้ ซึ่งไรต์ได้ปฏิเสธ ไม่ยอมเพิ่ม

Architecture

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าทางผู้รับเหมา ได้แอบเพิ่มจำนวนเหล็กเสริมในพื้นยื่น ให้ปริมาณมากขึ้นเป็นสองเท่า โดยมีการตรวจสอบและคอนเฟิร์มภายหลังในปี 1995 ว่าปริมาณเหล็กเสริม ถูกแอบเพิ่มขึ้นจากแบบก่อสร้างจริง

นอกจากนี้ ทาง Kaufmann เจ้าของบ้าน ได้แอบให้วิศวกรแอบสร้างกำแพงรับแรงไว้ใต้พื้นระเบียงส่วนตะวันตกของตัวบ้าน แต่ก็ได้มีการทำลายทิ้งไปเพราะโดนไรต์จับได้ โดยไรต์ต้องทำการทดสอบให้ Kaufmann เห็นว่าตัวพื้นสามารถยื่นออกมาได้โดยไม่ต้องมีโครงสร้าง Support ด้านล่าง ทางเจ้าของโครงการจึงยินยอม

ทางผู้รับเหมา ไม่ได้สร้างแบบหล่อคานยื่นให้มีความเอียงขึ้นเล็กน้อยเผื่อไว้เพื่อชดเชยการโก่งตัวลงของพื้น ส่งผลให้เมื่อเวลาผ่านไป ตัวพื้นมีความโก่งตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

ตัวบ้านหลัก ได้ก่อสร้างเสร็จในปี 1938 ในขณะที่บ้านรับแขกหรือ Guest House สร้างเสร็จในปี 1939 ถัดมา

ค่าใช้จ่าย

เดิมที ค่าก่อสร้างโดยประมาณครั้งแรกสุด ถูกคำนวณไว้ที่ 35,000$ แต่ค่าก่อสร้างจริงๆ หลังเสร็จสิ้น รวมกันแล้วมีมูลค่ามากถึง 155,000$ เลยทีเดียว ซึ่งแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายดังนี้

  • 75,000$ สำหรับงานโครงสร้างและสถาปัตย์
  • 22,000$ สำหรับงานตกแต่งละเฟอร์นิเจอร์
  • 50,000$ สำหรับบ้านรับแขก, โรงจอดรถ และส่วนที่พักคนรับใช้
  • 8,000$ สำหรับค่าออกแบบ

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 1938 หลังสร้างเสร็จ จนถึงปี 1941 เจ้าของบ้านได้มีการปรับแต่งดีเทลตัวบ้าน, ตกแต่งเพิ่มเติม และปรับดีไซน์ในส่วนแสงไฟ ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเสริมขึ้นอีกถึง 22,000$

โดยรวมแล้ว ราคาก่อสร้างทั้งหมดของ Fallingwater อยู่ที่ 155,000$ ซึ่งถ้าตีเป็นค่าเงินสมัยนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 3.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 120 ล้านบาทเลยทีเดียว

การใช้งาน

Fallingwater ถูกใช้เป็นบ้านพักตากอากาศของครอบครัว Kaufmann ตั้งแต่ปี 1937 จนถึงปี 1963 หลังจากนั้น พวกเขาได้บริจาคตัวบ้านให้กับ องค์กร Western Pennsylvania Conservancy

หลังก่อสร้างเสร็จ ครอบครัว Kaufmann มักจะใช้เวลาสุดสัปดาห์ หนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ มาพักผ่อนที่บ้าน Fallingwater แห่งนี้ โดย Liliane ผู้เป็นแม่ มักจะชอบลงว่ายน้ำตกโดยเปลือยเปล่า และสะสมศิลปะแบบสมัยนิยม โดยเฉพาะงานของ Diego Rivera

ทาง Edgar Kaufmann เจ้าของบ้านผู้พ่อ ได้กล่าวไว้ว่า “ไรต์มองว่าเนื่องจากมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างโดยธรรมชาติ ดังนั้น สถาปัตยกรรมที่มีความสอดคล้องกับธรรมชาติ ก็จะส่งเสริมความเป็นอยู่พื้นฐานให้กับมนุษย์เช่นกัน”

“ยกตัวอย่างเช่น ผู้คนภายในบ้านจะสามารถมองเห็นน้ำตกภายนอกผ่านหน้าต่าง ในขณะที่ก็ยังคงรู้สึกว่ามีสิ่งกำบัง เสมือนอยู่ถ้ำที่มั่นคง”

Frank Lloyd Wright

การตั้งชื่อ

ก่อหน้าที่จะมีการคิดชื่อ Fallingwater ตัวบ้านถูกเรียกว่า E.J. Kaufmann Residence มาตลอด โดยไรต์ได้เขียนชื่อนี้ไว้ในทั้งแบบสถาปัตย์ แบบวิศวะ รวมถึงแบบขออนุญาตก่อสร้าง

Interior

จนกระทั่งในปี 1937 ไรต์ได้มีการเขียนบทความเกี่ยวกับผลงานออกแบบของเขา และเจ้าตัวได้มีการกล่าวถึงโครงการนี้ครั้งแรก โดยมีการเรียกชื่องานว่า Fallingwater House หรือบ้านน้ำตก

ชื่อ “ฟอลลิงวอเทอร์” ได้รับความนิยมอย่างทันที และได้มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในปี 1938 ที่แบบดีไซน์ของบ้านถูกนำไปโชว์ในงาน Museum of Modern Art และได้นำไปลงบทความของนิตยสารชื่อดังอย่าง Times

อย่างไรก็ตาม Edgar Jr. และคุณแม่ กลับไม่ชอบชื่อนี้ และไม่เคยเรียกบ้านตนเองด้วยชื่อ Fallingwater เลย

แนวคิดและดีไซน์ของ Fallingwater

Fallingwater ถือเป็นหนึ่งในผลงานระดับ Masterpiece ของ Frank Lloyd Wright ทั้งในรูปลักษณ์ตัวบ้านที่มีชีวิตชีวา และความกลมกลืนสัมพันธ์กันระหว่างตัวบ้านและสภาแวดล้อมโดยรอบ

ความชื่นชอบในสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese Architecture) ของไรต์ แสดงออกมาในดีไซน์ของตัวบ้านอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการสร้างความกลมกลืนระหว่างพื้นที่ภายนอกและภายในของตัวอาคาร สร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และธรรมชาติ โดย Tadao Ando สถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่นได้เคยกล่าวไว้ว่า “ผมคิดว่าไรต์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับมุมมองการดีไซน์และการออกแบบ Space จากสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ตอนที่ผมได้มีโอกาสไปเยือน Fallingwater House ผมพบว่าพื้นที่ภายในบ้านกับนอกบ้าน ให้ความรู้สึกรับรู้เหมือนกัน ต่างกันแค่เสียงธรรมชาติโดยรอบ”

> อ่านบทความ Tadao Ando คือใคร

แบบดีไซน์ มีคอนเซปคือการใช้ตัวบ้านเป็นที่ให้เจ้าของได้พักผ่อนกับธรรมชาติ โดยจุดเด่นของงานนี้คือการเชื่อมต่อสัมพันธ์กันระหว่างตัวอาคารกับ Site โดยรอบ ตัวบ้านถูกสร้างบนน้ำตก ซึ่งยังคงมีสายน้ำไหลเวียนอยู่ด้านใต้

ภายในห้องนั่งเล่น มีเตาผิงไฟที่ตกแต่งด้วยก้อนหินจาก Site โดยรอบ โดยส่วนด้านบนของหินแต่ละก้อนจะสูงเกยขึ้นประมาณ 1 ฟุตจากพื้น เสมือนแทรกขึ้นมา ทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมต่อระหว่างภายในและภายนอก

จริงๆ แล้ว ไรต้ตั้งใจจะให้ช่างทำการตัดก้อนหินเหล่านี้ให้มีความเรียบเสมอระดับพื้น แต่ทาง Kaufmann เจ้าของบ้านกลับรู้สึกชอบในความดิบของหินที่งอกขึ้นมา จึงได้ขอให้ไรต์เก็บ Top หินเหล่านี้ไว้อย่างธรรมชาติ

Concept

บริเวณเตาผิงที่ตกแต่งด้วยก้อนหิน

การออกแบบและตกแต่งตัวบ้าน Fallingwater ถูกดีไซน์ด้วยความละเอียดในทุก Detail ยกตัวอย่างเช่น ส่วนที่เชื่อมกันระหว่างหน้าต่างกระจกและผนังหิน จะไม่ถูกคั่นระหว่างกันด้วยบานกรอบเหล็ก แต่ตัวแผ่นกระจกจะถูกติดตั้งให้เสียบเข้าไปในร่องที่ถูกเจาะไว้ของกำแพงหิน ทำให้ตัวผนังหินและบานกระจกมีความเชื่อมต่อกันโดยไม่โดนตัดด้วยวัสดุอื่นๆ

พื้นที่ห้องนั่งเล่น พาดยาวเลยเสาออกมาด้วยคานยื่น ซึ่งส่วนที่ยื่นเกยออกมานั้น จะมีบันไดที่สามารถเดินลงออกสู่ภายนอกอาคาร ลงไปยังลำธารด้านใต้

แนวคิด

หน้าต่างที่ขอบวิ่งเข้าไปในกำแพงหิน

ดีไซน์

บันไดเชื่อมระหว่างห้องนั่งเล่นและลำธาร

ในส่วนห้องนอน ไรต์ออกแบบให้มีขนาดที่เล็ก บางห้องมีเพดานที่ต่ำ เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกในบ้าน ออกมาใช้เวลาในห้องนั่งเล่น, ระเบียงภายนอก หรือพื้นที่ส่วนรวม แทนที่จะเก็บตัวอยู่ในห้องตนเอง

ตัวบ้านตั้งอยู่บนแม่น้ำ Bear Run ทำให้มีเสียงน้ำไหลดังก้องไปทั่วบ้าน โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิ ช่วงที่หิมะละลาย นอกจากนี้ กำแพงที่ใช้หินโดยรอบเป็นวัสดุหลัก ยังทำให้ตัวบ้านมีรูปลักษณ์กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ตัวหน้าต่างที่กระจกพาดสุดกำแพงหินและระเบียงแบบคานยื่น มีการดัน Space ให้เชื่อมออกไปยังพื้นที่โดยรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถาปัตยกรม

ห้องนอนที่แคบกะทัดรัด

แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์

ถนนที่นำเข้าสู่ตัวบ้าน

ในพื้นที่เนินเขา เหนือตัวบ้านขึ้นไป จะเป็นโซนที่จอดรถ 4 คัน, ส่วนที่พักคนรับใช้ และบ้านรับแขก ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้ ถูกสร้างขึ้นใน 2 ปีหลังจากตัวบ้าน Fallingwater ถูกสร้างเสร็จ โดยมีการเลือกใช้วัสดุ และดีไซน์แบบเดิมเพื่อให้กลมกลืนไปในทางเดียวกัน บ้านพักแขกนั้น มีสระว่ายน้ำที่มีการระบายน้ำลงสู่ลำธารโดยตรง

บ้านน้ำตก

บ้านรับแขก

เนื่องจากแรกเริ่มเดิมที ไรต์ตั้งใจจะดีไซน์ให้ตัวบ้านมีความกลมกลืนกับธรรมชาติในย่านชนบทของรัฐเพนซิลเวเนีย เขาจึงได้จำกัดโทนสีหลักของตัวบ้านไว้เพียงแค่ 2 สี ได้แก่สีเหลืองอ่อนสำหรับคอนกรีต และสีแดงของเหล็ก

หลังจากที่ Fallingwater ถูกบริจาคให้แก่องค์กรสาธารณะ ก็ได้มีการปิดล้อมส่วนที่จอดรถ 3 ช่อง เพื่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กสำหรับรองรับผู้เยี่ยมชมที่ต้องการเข้ามาดูตัวบ้านที่เปิดให้เข้ารับชม

Kaufmaan Jr. ผู้ลูก ได้ทำการออกแบบ Interior ของห้องมิวเซียมด้วยตัวเขาเอง โดยพยายามให้ Mood และ Tone มีความคล้ายคลึงกับดีไซน์ภายในตัวบ้านน้ำตก

การดูแล บูรณะ และรักษาในช่วงเวลาต่อมา

หลังจาก Kaufmann คนพ่อเสียชีวิตในปี 1955 Kaufmann ผู้ลูก ก็ได้รับสิทธิเป็นเจ้าของ Fallingwater ต่อทันที และยังคงได้ใช้ตัวบ้านเป็นสถานพักตากอากาศยามสุดสัปดาห์อย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงต้นยุค 1960s

ด้วยความที่เขามีความกังวลว่าตนเองจะไม่สามารถดูแลรักษาตัวบ้านได้ดี ประกอบกับความปราถนาของพ่อ เขาได้ตัดสินใจมอบตัวบ้านพร้อมที่ดินเกือบ 3,800 ไร่ ให้กับ Western Pennsylvania Conservancy (เขตอนุรักษ์เพนซิลเวเนียตะวันตก)

ในปี 1964 Kaufmann Jr. ได้มีการแนะนำให้ทางเขตมีการบริหาร, ดูแลรักษา, จัดโปรแกรมการเรียนรู้ และให้เปิดรับแขกสำหรับเยี่ยมชมบ้านน้ำตก Fallingwater House โดยเขายังได้ร่วมงานกับเพื่อนสถาปนิก Paul Mayén ในการออกแบบศูนย์ผู้เยี่ยมชม ซึ่งสร้างเสร็จในปี 1981 ทำให้ปัจจุบัน ตัวบ้านมีผู้เยี่ยมชมกว่าทั่วโลกถึงปีละประมาณ 160,000 คน

Fallingwater

Visitor Center ของ Fallingwater

การซ่อมแซมบูรณะ

Fallingwater ได้มีการเสื่อมสภาพตามกาลเวลามาตลอด 80 ปี เนื่องจากตัวบ้านส่วนใหญ่ได้รับความชื้น และกระทบแสงแดดที่แรงตลอดเวลา นอกจากนี้ น้ำที่ไหลผ่านตัวอาคาร ยังมีการไหลซึมเข้าสู่โครงสร้างอีกด้วย และด้วยสาเหตุดังกล่าว ทำให้จำเป็นต้องมีการทำความสะอาดกำแพงหินภายนอกอยู่บ่อยครั้ง

ห้องน้ำทั้ง 6 ห้องภายในตัวบ้าน ปูด้วยกระเบื้องไม้ก๊อก ซึ่งหลังสร้างเสร็จ ได้มีการเคลือบด้วย Wax ช่วยให้ตัวพืนที่ความเงาวาวและทนต่อความชื้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ตัวกระเบื้องก็เริ่มเกิดความเสียหายจากของเหลว ทำให้ต้องมีการซ่อมแซมอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง

นอกจากนี้ โครงสร้างของตัวบ้านน้ำตก ประกอบไปด้วยระเบียงคอนกรีตหนาๆ พาดออกเป็นคานยื่นจำนวนมาก ซึ่งหลังสร้างเสร็จและมีการนำไม้ค้ำยันออก ตัวคานก็มีการโก่งตัวลงทันที และเริ่มโก่งลงเรื่อยๆ ตลอดเวลา จนในที่สุด ตัวคานช่วงที่ยื่นยาวที่สุด (4.6 เมตร) ก็ได้มีการเอียงตัวโก่งลงถึง 18 เซนติเมตรเลยทีเดียว

ในปี 1995 เขตอนุรักษ์เพนซิลเวเนียตะวันตก ได้ทำการศึกษาความสมบูรณ์ของโครงสร้างอาคาร โดยวิศวกรได้วิเคราะห์ตำแหน่งและการโก่งตัวของคานยื่นในตลอดวลาที่ผ่านมา พร้อมทำการฉายเรดาร์เพื่อนับปริมาณเหล็กเสริมภายในตัวคอนกรีต ข้อมูลที่แสดง พิสูจน์ได้ว่า ผู้รับเหมาได้แอบเพิ่มเหล็กเข้าไปในตัวคานจริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงไม่เพียงพอสำหรับการยื่นในระยะขนาดนี้ เพราะทั้งคอนกรีตและเหล็กเสริมแรงนั้น ต่างใกล้ถึงขีดจำกัดที่จะรองรับโครงสร้างไหวแล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการว่าจ้างบริษัทสถาปนิกให้เข้ามาแก้ปัญหา โดยเริ่มจากการติดตั้งคานเสริมชั่วคราวในปี 1997

ฟอลลิงวอเทอร์

การเสริมโครงสร้าง Post Tension บ้านน้ำตก ปี 2002

ในปี 2002 โครงสร้างได้รับการซ่อมแซมอย่างสมบูรณ์ด้วยการใช้เทคนิค Post Tension โดยเริ่มจากทำการบันทึกตำแหน่งกระเบื้องปูพื้นในห้องนั่งเล่น แล้วจึงถอดออกออกชั่วคราว

จากนั้นจึงนำ Block เข้ามาติดตั้งเพิ่มให้กับคานคอนกรีตและตงของพื้น และใช้เหล็กเส้นที่ความแข็งแรงสูง ติดตั้งเข้าไปใน Block ผ่านกำแพงคอนกรีตภายนอก จากนั้นจึงทำการดึงลวดเหล็กเพื่อป้องกันแรงโก่ง

> อ่านบทความ Post Tension คืออะไร

ผนังและกำแพงมีการซ่อมแซ่มโดยยังคงดีไซน์ทั้งหมดเอาไว้ให้เหมือนเดิมมากที่สุด ทำให้ปัจจุบัน คานยื่นมีแรงซัพพอร์ตที่เพียงพอ ส่งผลให้ไม่เกิดการโก่งลงของพื้นอีกต่อไป

วิดีโอเกี่ยวกับ Fallingwater โดย This House

บทสรุป

Fallingwater House หรือบ้านน้ำตก เป็นผลงานบ้านพักตากอากาศที่ออกแบบโดย Frank Lloyd Wright ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในมรดกสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าที่สุดในโลก หวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกับบ้านหลังนีมากขึ้น ทั้งในส่วน ประวัติ, การก่อสร้าง, แนวคิด, Concept, การดีไซน์ รวมถึงการดูแลรักษาจนถึงยุคปัจจุบัน